เช็คราคาและจองทัวร์อินเดีย 2563 ราคาถูก แพ็กเกจเที่ยวอินเดีย

เช็คราคาและจองทัวร์อินเดีย 2563 ราคาถูก  แพ็กเกจเที่ยวอินเดีย
กรองโดย รีเซ็ต
ราคา

ประเภทของแพ็กเกจทัวร์

เทศกาล
สายการบิน
โรงแรม

เมืองที่มีแพ็คเกจทัวร์ในอินเดีย

เวลาปัจจุบัน
อัตราแลกเปลี่ยน
to

  1 =
ติดต่อสอบถาม
02 187 1008
จันทร์ - เสาร์ 09:00 น. - 18:00 น.
มีแพคเกจท่องเที่ยว 8 แพคเกจ
แสดง 1 - 8

เรื่องน่ารู้เมื่อไปเที่ยวอินเดีย

ทัวร์อินเดีย ดินแดนกว้างใหญ่ที่มีขนาดเกือบเท่าทวีปยุโรป


อินเดีย
อินเดีย
อินเดียคือประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งอินเดียนั้น สามารถนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทวีปก็ได้เช่นกัน คือเป็นทวีปอนุทวีปที่ตั้งอยู่ทางใต้ของทวีปเอเชีย มีเนื้อที่ประมาณ 1,122,559 ตารางไมล์ หรือ 3,166,414 ตารางกิโลเมตร จึงทำให้อินเดียมีขนาดพื้นที่พอๆ กับทวีปยุโรปที่ไม่รวยรัสเซีย และด้วยขนาดที่กว้างใหญ่นี้เอง ลักษณะภูมิประเทศและอากาศของอินเดีย จึงมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะรัฐจัมมูและแคชเมียร์ ที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี และยังมีหิมะปกคลุมหนาแน่นบนยอดเขาสูง จนถูกขนานนามว่าเป็น “กุฎแห่งอินเดีย”

ส่วนในด้านตะวันตกเฉียงเหนือนั้น ก็มีทะเลทรายธาร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลกตั้งอยู่ ถือเป็นพรมแดนธรรมชาติที่กั้นอินเดียและปากีสถานเอาไว้ ทั้งนี้ เดิมทีแล้วอินเดียกับปากีสถานเคยเป็นประเทศเดียวกันมาก่อนแต่ก็ต้องแยกออกจากกัน เพราะความต่างของศาสนา ซึ่งตอนนั้น อินเดียมีประชากรเกือบ 400 ล้านคน และส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู และมีประชากรประมาณ 1 ใน 4 ที่นับถืออิสลาม ทำให้อังกฤษผู้เป็นจ้าวอาณานิคมของอินเดียตัดสินใจแบ่งดินแดนด้วยการใช้ศาสนาเป็นตัวตัดสิน

อย่างไรก็ตาม นับตั่งแต่แยกออกจากัน ความสัมพันธ์ระหว่างอิน – ปากีสถานก็ยังไม่พัฒนาขึ้นเท่าที่ควร นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายก็อ้างกรรมสิทธิ์ในดินแดนแคชเมียร์ โดยหลังจากทั้งสองประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษ ก็เริ่มสู้รบกันทันที เพื่อทำการแย่งชิงหุบเขาแคชเมียร์ ซึ่งถือเป็นผลพวงของความไม่ลงตัวในการแบ่งแยกประเทศ ที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้จวบจนทุกวันนี้

สถานที่เที่ยวน่าน่าสนใจ เมื่อไปเที่ยวทัวร์อินเดีย


ทัชมาฮาล (Taj Mahal)
ทัชมาฮาล (Taj Mahal)
1. ทัชมาฮาล (Taj Mahal) หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเห็นให้ได้กับตาตนเอง เพราะนอกจากความประณีตงดงามราวกับภาพวาดแล้ว ทัชมาฮาลยังเปรียบเสมือนตัวแทนของความรักอันยิ่งใหญ่ที่ไม่วันเสื่อมคลายขององค์จักรพรดิ ชาห์ชหานชีร์ ที่สร้างขึ้นมาให้กับพระมเหสี ผู้ซึ่งเป็นที่รักของพระองค์


ออโรวิลล์ (Auroville)
ออโรวิลล์ (Auroville)
2. ออโรวิลล์ (Auroville) เมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาในปี 1968 เพื่อจุดประสงค์ในการเป็นเมืองที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ โดยไม่เกี่ยงเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และการเมือง ซึ่งสถาปัตยกรรมภายในเมืองแห่งนี้ เป็นผลงานการออกแบบของโรเจอร์ แองเกอร์ สถาปนิกชาวฝรั่งเศส จึงทำให้สิ่งก่อสร้างต่างๆ ถูกผสมผสานกันอย่างลงตัว ระหว่างศิลปะแนวโมเดิร์นของฝั่งตะวันตกกับศิลปะแบบดั่งเดิมของอินเดีย


พิพิธภัณฑ์ปอนดีเชอรี (Pondicherry Museum)
พิพิธภัณฑ์ปอนดีเชอรี (Pondicherry Museum)
3. พิพิธภัณฑ์ปอนดีเชอรี (Pondicherry Museum) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ได้เก็บรวบรวมผลงานแกะสลักและศิลปะจากแร่ทองแดงเอาไว้ รวมถึงศิลปะเก่าแก่อื่นๆ ของอินเดีย ตั่งแต่สมัยราชวงศ์ปัลวะและราชวงศ์โจละอัน ซึ่งช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักกับความเป็นอินเดียได้มากยิ่งขึ้น


ทะเลสาบโกไดกานัล (Kodiakanal)
ทะเลสาบโกไดกานัล (Kodiakanal)
4. ทะเลสาบโกไดกานัล (Kodiakanal) ทะเลสาบแห่งนี้มีความหมายว่า “ของขวัญจากป่าเขา” ซึ่งก็เหมาะกับชื่อนี้จริงๆ เพราะนอกจากมีวิวที่สวยงามอลังการ และแม่น้ำให้ชมกันอย่างเพลิดเพลินแล้ว ก็ยังมีบริการให้นักท่องเที่ยวขี่ม้าชมวิวและปีนเขาได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการผักผ่อนหย่อนใจไปกับธรรมชาติ เสมือนเป็นของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้อย่างแท้จริง


ดาร์จีลิง (Darjeeling)
ดาร์จีลิง (Darjeeling)
5. ดาร์จีลิง (Darjeeling) ถูกขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งขุนเขา หนึ่งในแหล่งปลูกชายอดนิยมและขึ้นชื่อว่ามีรสชาติที่สุดดีแห่งหนึ่งของโลก นอกจากชาคุณภาพเยี่ยมแล้ว ที่นี่ก็ยังมีวัดวาอารามและสิ่งก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมในยุคอาณานิคม พร้อมด้วยวิวสุดแสนอลังการของยอดเขากันเจนชุงคา หนึ่งในยอดเขาที่มีระดับความสูงที่สุดในโลก


เลห์ ลาดัก (Leh Ladakh)
เลห์ ลาดัก (Leh Ladakh)
6. เลห์ ลาดัก (Leh Ladakh) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในระดับความสูงเหนือน้ำทะเล 3,000 เมตร หรือเป็นเมืองที่สูงที่สุดของอินเดีย ใกล้กับชายแดนจีน ทำให้เมืองแห่งนี้มีอากาศหนาวเย็นตลอดปีและมีหิมะตก โดยภายในเมืองแห่งนี้ ก็มีสถานที่น่าสนใจมากมาย เช่น ทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก Pangong Lake หุบเขาแห่งดอกไม้นูบร้าวัลเลย์ (Nubra Valley) เจดีย์แห่งสันติภาพ (Shanti Chorten) ถนนที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก (Khardung La Pass) ซึ่งการไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ นั้น จะเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการเช่ารถมอไซด์แอดเวนเจอร์ขี่ตะลุยไป เพื่อซึมซับบรรยากาศที่แสนวิเศษตลอดสองข้างทาง นักท่องเที่ยวที่ชื่อชอบการขับขี่ต้องมาลองให้ได้


อาหารที่ต้องลองเมื่อไปเที่ยวทัวร์อินเดีย


อาหารอินเดีย
อาหารอินเดีย
1. หมากห่อไฟ (Fire Paan) มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับเมี่ยงคำของไทย แต่ต่างกันตรงที่เมนูนี้มีการจุดเปลวไฟร้อนๆ ขึ้นก่อน แล้วป้อนใส้ปากในทันที สำหรับส่วนประกอบข้างในก็จะมีเม็ดยี่หร่า ใบกระวาน มะพร้าวขูด และน้ำเชื่อม
2. จาปาตี (Chapati) ทำจากแป้งแผนแบนบางๆ แล้วนำมาจี่บนกระทะโดยไม่ใช้น้ำมัน เนื่องจากไม่มียีสต์เป็นส่วนประกอบ จึงทำให้จาปาตีไม่ฟูและนิ่มเหมือนแป้งนาน ซึ่งแป้งจาปาตีนั้น คนอินเดียทางเหนือจะนิยมรับประทานมากเป็นพิเศษ
3. โดซ่า (Dosa) เมนูนี้ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ ทุกคนจึงรับประทานได้ สำหรับเมนูนี้ คือแป้งที่นำมาทอดเป็นแผ่นบางๆ คล้ายเครปหรือขนมเบื้องญวน ซึ่งก็มีทั้งแบบธรรมดา หรือแบบที่ปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศมาแล้ว นิยมทานคู่กับแกงประเภทต่างๆ ทั้งแกงเผ็ดมาก เผ็ดน้อย หรือ แกงอื่นๆ ก็ได้ตามความชอบ
4. ไก่แทนดอรี (Chicken Tandoori) จุดกำเนิดเมนูนี้มาจากเจ้าของภัตตาคารที่กำลังพัฒนาเมนูใหม่ขึ้นมา ในนุคที่อินเดียยังตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยุ่ โดยชื่อของเมนูนี้ ก็มาจากระบวนการทำที่ต้องใช้เตาอบแป้งมาทำให้ไก่สุกด้วยไม้และเชื้อเพลิง ส่วนรสชาตินั้น ก็ค่อนข้างเผ็ดร้อน เพราะเกิดจากการหมักด้วยเครื่องปรุงและเครื่องเทศนานาชนิด จัดเป็นที่ถูกปากของใครหลายคน
5. ดาล (Dal) มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างแกงกับซุป นิยมทานคู่กับข้าวหรือแป้งชนิดต่างๆ สำหรับส่วนประกอบของดาลนั้น ก็มีถั่วเป็นหลัก ก่อนนำมาต้มร่วมกับเครื่องเทศและสมุนไพร เช่น มาสซาร่า ใบยี่หร่า ผงขมิ้น ลูกผักชีคั่ว พริกขี้หนูแห้ง อย่างไรก็ตาม เมนูนี้ แบ่งออกได้หลายชนิดขึ้นอยู่กับถั่วที่นำมาทำ
6. โยเกิร์ต (Curds ,Lassies และ Raita) คนอินเดียนิยมเลี้ยงวัวเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นมากกว่าเลี้ยงไว้กิน โดยเฉพาะการเลี้ยงไว้เอานม ซึ่งชาวอินเดียบางครอบครัวถึงขั้นมีการลงมือทำโยเกิร์ตด้วยตัวเอง และยังสามารถนำมารับประทานคู่กับอาหารได้หลากประเภท ซึ่ง Curds เป็นโยเกิร์ตที่มีรสเปรี้ยวออกหวานจะนำมาทำอาหารคาวหรือทานคู่กับข้าว หรือขนมปังเป็นหลัก และ Lassies เป็นโยเกิร์ตที่มีรสออกหวาน จึงนิยมนำมาทานหลังอาหารและนำไปประกอบอาหารเมนูอื่นๆ มากกว่า แต่หากนำโยเกิร์ตธรรมชาติมาผสมกับบรรดาผักต่างๆ ก็จะเรียกอาหารจานนั้นว่า Raita

เรื่องราวน่ารู้ เตรียมพร้อมก่อนไปเที่ยวทัวร์อินเดีย


1. คนอินเดียที่นับถือฮินดูมีความเชื่อว่ามีพระเจ้ามากกว่า 300 ล้านองค์ ด้วยเหตุนี้ ในแต่ละหมู่บ้านจึงมีพระเจ้าเป็นของตัวเอง
2. ที่อินเดียมีคุก หรือเรือนจำที่อนุญาตให้นักโทษเดินเข้าไปไหนมาไหนก็ได้ ที่สำคัญนักโทษเหล่านั้นยังสามารถทำงานได้เหมือนคนปกติอีกด้วย
3. การรถไฟของอินเดีย จัดเป็นระบบนายจ้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เนื่องจากมีพนักงานมากกว่า 1.6 ล้านคน
4. ที่อินเดียมีการจัดงานศพสำหรับช้างที่ถูกรถไฟชน
5. อินเดียมีวัดที่เปิดโรงทานให้ผู้คนกว่า 100,000 คนรับประทานฟรีทุกวัน โดยไม่มีการคำนึงถึงศาสนาและเชื้อชาติใดใดทั้งสิ้น
6. สายการบินอินเดียรับแค่พนักงานเพศหญิงเท่านั้น เหตุเพราะผู้หญิงมีน้ำหนักเบากว่าผู้ชาย
7. Manoj Bhargav คือผู้ก่อตั้งสินค้าที่ชื่อว่า “5-Hour-Energy” ซึ่งถือเป็นชาวอินเดียที่ร่ำรรยที่สุดในอเมริกา แต่ 90% ของกำไรถูกบริจาคให้กับองค์กรการกุศล
8. กลุ่มของผู้หญิงอินเดียนามว่า “Gulabi Gang” มีการเรียกร้องให้บรรดาสาวๆ เอาชนะสามีปฏิบัติตนไม่เหมาะสมด้วยการใช้ไม้กวาด

ตรวจเช็คสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง เที่ยวทัวร์อินเดีย ที่อินเดียมี 3 ฤดูกาลดังนี้


ฤดูกาลในอินเดีย
ฤดูกาลในอินเดีย
1. ฤดูร้อน (เมษายน – มิถุนายน) มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 35 – 40 องศาเซลเซียส
2. ฤดูฝน (กรกฎาคม - กันยายน) มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 28 องศาเซลเซียส
3. ฤดูหนาว (ตุลาคม - มีนาคม) มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 10-17 องศาเซลเซียส และในพื้นที่สูงอุณหภูมิก็เย็นมากขึ้น จนสามารถติดลบได้ เช่น เลห์ ลาดัก

เมื่อมาเที่ยวทัวร์อินเดีย ของฝากที่ควรซื้อจากอินเดีย


ของฝากที่ควรซื้อจากอินเดีย
ของฝากที่ควรซื้อจากอินเดีย
1. ชา Taj Mahal ชาอินเดียมีรสชาติดีจนโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งชาอินเดียยี่ห้อ Taj Mahal ก็ถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ด้วยความกลมกล่อม มีกลิ่นหอม และรสชาติเข้มข้นอย่างมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ก็ยังมีชาหลายชนิดให้เลือกอีกด้วย เช่น ชาดำ ชาขิง ชากระวานเทศ ชามาซาล่า
2. น้ำกุหลาบสกัด LVCC ผู้หญิงอินเดียมีเคล็ดลับการบำรุงผิวหน้าด้วยการใช้น้ำกุหลาบสกัด โดยเฉพาะน้ำกุหลาบสกัดยี่ห้อ VLCC ที่ชาวอินเดียชื่นชอบ ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น เนียนนุ่ม กระจ่างใส ต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าให้กับผิว
3. น้ำมันกระเทียม Garlic Pearls อินเดียคือประเทศที่มีสมุนไพรหลากหลายชนิด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่าทำไมน้ำมันกระเทียม Garlic ถึงได้รับความนิยมมาก เพราะมันมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายหลายด้าน เช่น ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือดให้แข็งแรง ลดไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกาย นอกจากนี้ก็ยังมีสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ ที่ช่วยในการย่อยอาหารและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้
4. ขนม Haldiram’s มีรูปร่างหน้าตาที่คล้ายกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่นำมาผสมเข้ากับเครื่องเทศนานาชนิด ทั้งยังมีให้เลือกหลากหลายรสชาติอีกด้วย แต่ยี่ห่อ Haldiram’s ได้รับความนิยมสูงสุด เหมาะกับนำมาทานเป็นอาหารว่างระหว่างดูหนัง หรือเป็นกับแกล้มในวงสังสรรค์ก็ดีไม่น้อย
5. เครื่องประดับอินเดีย เรียกได้ว่าหาซื้อได้เกือบทุกที่ และทุกที่ก็จะมีเอกลักษณ์และลวดลายที่แตกต่างกันออกไป ถือเป็นของฝากยอดยอดนิยม นอกจากนี้ ร้านขายเครื่องประกับบางร้าน ก็สามารถสั่งทำได้ทันที ณ หน้าร้านกันเลยทีเดียว
6. ผ้าพัชมีนา ผ้าพัชมีนานั้น หมายถึงขนแพะบริสุทธิ์ ที่มีเส้นไหมและเส้นใยอย่างอื่นมาปนเลย แต่ผ้าพัชมีนาที่ทำขึ้นจากขนแพะ 70% และเส้นไหม 30% จะได้รับความนิยมกว่า ซึ่งราคาของผ้าชนิดนี้ ก็มีให้เลือกหลายตั้งหลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ตามเกรดของเนื้อผ้า